นักวิชาการชี้ ไทยต้องเร่ง “ประสาน 3 กองทุนสุขภาพ” จัดการโรคเรื้อรัง รับมือสังคมสูงวัย–เศรษฐกิจผันผวน
นักวิชาการชี้ ไทยต้องเร่ง “ประสาน 3 กองทุนสุขภาพ” จัดการโรคเรื้อรัง รับมือสังคมสูงวัย–เศรษฐกิจผันผวน
ผู้เชี่ยวชาญไทย–นานาชาติชี้ ความไม่เท่าเทียมของสิทธิประโยชน์ 3 กองทุนและภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง คือความท้าทายใหญ่ต่อความยั่งยืนระบบสุขภาพไทย เสนอเร่งรวมกลไกบริหารงบประมาณ และทบทวนระบบเงินสมทบที่พึ่งรายได้จากแรงงาน ซึ่งเสี่ยงถดถอยในสังคมผู้สูงวัย

ข้อเสนอดังกล่าวถูกพูดถึงในเวทีเสวนาเรื่อง “สมดุลระหว่างการใช้จ่ายด้านสุขภาพและทรัพยากรที่มีอยู่ เพื่อระบบการเงินการคลังสุขภาพที่ยั่งยืน” เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ที่ผ่านมา ในระหว่างการประชุมวิชาการระดับชาติด้านหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า พ.ศ. 2568 (National UHC Conference 2025) ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ (รางน้ำ)


งานดังกล่าวจัดขึ้นโดยเครือข่ายองค์กรด้านสุขภาพ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการต่างประเทศ องค์การอนามัยโลก สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และมูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP)


ระหว่างการเสวนา ดร.ณัฐนันท์ วิจิตรอักษร นักวิจัยฝ่ายวิเคราะห์ตลาดแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) แสดงความกังวลต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยของไทยที่เพิ่มขึ้นเพียง 4.5% ต่อปี ระหว่างปี 2544–2565 ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น 8.9% ต่อปี

นั่นหมายความว่าประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นน้อย ฐานภาษีแคบลง และงบประมาณที่จะนำมาใช้จ่ายด้านสุขภาพมีแนวโน้มลดลง ส่งผลกระทบต่อระบบสุขภาพโดยรวม โดยเฉพาะเมื่อไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย ที่มีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสูงขึ้น

ดร.ณัฐนันท์ ย้ำว่า จำเป็นต้องบริหารจัดการระบบการเงินการคลังด้านสุขภาพอย่างรอบคอบ โดยหนึ่งในแนวทางคือการพิจารณา “ประสาน 3 กองทุน” เพราะตลาดในปัจจุบันบีบให้แต่ละกองทุนต้องเดินเข้าหากัน โดยเสนอให้โยกสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพของกองทุนประกันสังคมไปยังบัตรทอง แต่ต้องทำอย่างระมัดระวังและมีระบบกำกับ เพราะจะทำให้ สปสช. กลายเป็นผู้ซื้อบริการรายใหญ่ยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ควรมีมาตรการดูแลงบประมาณด้านยา ซึ่งถือเป็นสัดส่วนงบที่สูงในระบบสุขภาพไทย ควรส่งเสริมโรงพยาบาลรัฐที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่โรงพยาบาลที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่และบริบท รัฐควรให้การสนับสนุนเพิ่มเติม

ด้าน ดร.จอน ไซรัส (Jon Cylus) ผู้อำนวยการ London Hubs of the European Observatory on Health Systems and Policies แสดงความกังวลต่อความยั่งยืนของกองทุนประกันสังคมไทย ซึ่งมีแนวโน้มได้รับเงินสมทบน้อยลงในอนาคต เนื่องจากจำนวนประชากรวัยแรงงานลดลงเมื่อไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

ดร.ไซรัส กล่าวถึงบทเรียนจากยุโรป ซึ่งมีกองทุนประกันสุขภาพภาคบังคบที่พึ่งพาเงินสมทบจากแรงงานตามระดับรายได้ โดยหลายประเทศเริ่มยกเลิกเพดานเงินสมทบ เพื่อเพิ่มงบประมาณเข้าสู่ระบบสุขภาพ เช่น สาธารณรัฐเช็กและฮังการี อีกทั้งยังหันไปพึ่งพางบประมาณจากภาษีมากขึ้น เช่นในสโลวีเนีย ที่รัฐบาลจัดสรรงบด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นหลังวิกฤตโควิด-19



“การพึ่งพาเงินสมทบจากรายได้มักขึ้นอยู่กับวัฏจักรเศรษฐกิจ เมื่อคนตกงาน พวกเขาจะไม่สามารถสมทบเงินและจะสูญเสียสิทธิ ขณะที่ระบบสุขภาพก็มีรายได้ลดลง” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า การรวมกองทุนประกันสุขภาพเป็น “สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” เพราะระบบประกันสุขภาพภาคบังคับมีแนวโน้มหันไปพึ่งงบประมาณจากภาษีมากขึ้น และเผชิญแรงกดดันให้ปรับสิทธิประโยชน์ให้เท่าเทียมกันในทุกกองทุน

ดร.ไซรัส กล่าวว่า แม้การรวมกองทุนในไทยอาจไม่สามารถทำได้ในระยะสั้น หรือแม้แต่ระยะยาว แต่ไทยสามารถใช้ ระบบปรับความเสี่ยง เพื่อจัดสรรงบประมาณระหว่างกองทุน โดยพิจารณาจากลักษณะประชากรในแต่ละกองทุน

ด้าน เคนิจิ ฮิโรเสะ (Kenichi Hirose) ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านการคุ้มครองทางสังคม องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ระบุว่า ไทยต้องเร่งแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมของสิทธิประโยชน์ 3 กองทุน ซึ่งส่งผลต่อความเป็นธรรมและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากร โดยเฉพาะในสังคมผู้สูงอายุที่มีภาระค่าใช้จ่ายสูง ไม่เฉพาะค่ารักษาพยาบาล แต่รวมถึงบริการดูแลผู้สูงวัย เช่น การดูแลความสะอาดและการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน

ผศ.นพ.สัมฤทธิ์ ศรีธำรงสวัสดิ์ ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการบริหารจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรังให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น

ข้อมูลชี้ว่าโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง เป็นกลุ่มโรคพบมากในโรงพยาบาลรัฐทุกแห่ง แม้กระทรวงสาธารณสุขจะมีนโยบายตรวจคัดกรองประจำปี แต่สามารถควบคุมโรคได้เพียง 30% อีกทั้งยังมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ไม่รู้ตัวว่าป่วย ซึ่งจะสร้างภาระต่อระบบสุขภาพจากภาวะแทรกซ้อนในอนาคต

“ถ้าเราสามารถแก้ไขภาวะโรคเรื้อรัง และชะลอภาวะการพึ่งพิง จะช่วยเสริมความยั่งยืนของระบบสุขภาพในระยะยาว ตอนนี้มีการคัดกรองแล้ว แต่ต้องเน้นประสิทธิผลในการดูแลโรคเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนด้วย” ผศ.นพ.สัมฤทธิ์ กล่าว